ทำไมต้องตรวจ Functional medicine ?

เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล (personalized treatment)  โดยมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการทำงานของร่างกาย โดยวิถีธรรมชาติในระยะยาว (Sustainability)  ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (more efficiency)  ลดการสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายจากการรักษาตามอาการ และลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุการเจ็บป่วยที่คลุมเครือ ซับซ้อน และ มีอาการครอบคลุมไปในหลายระบบของร่างกาย  แพทย์โดยทั่วไปมักมุ่งหาคำตอบว่าจะต้องใช้ยาหรือเครื่องมืออะไรที่จะบรรเทารักษาอาการเจ็บป่วย  แต่แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์มุ่งตรวจวินิจฉัยอย่างจริงจังว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ เพื่ออกแบบการรักษาที่ตรงจุด ด้วยหลักการ ที่ว่า “holistic approach with integrative treatment”  ซึ่งอาจเป็น การปรับปรุงโภชนาการ การเสริมอาหาร การฟื้นฟูระบบทางเดินอาหาร การจัดการด้านความเครียด ฮอร์โมน อารมณ์ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดย “วิถีชีวาเวชศาสตร์” การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย  การฟื้นฟูฟังก์ชั่น การแพทย์ทางเลือก  หรืออื่น ๆ อีกมากมาย

องค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน มีดังนี้

1.สมุทัยเวชศาสตร์ (Functional  Medicine)

  • Replace (เติมเต็มส่วนขาด) เช่น วิตามิน แร่ธาตุ พลังงาน เป็นต้น
  • Remove (ขจัดส่วนเกิน) เช่น สารพิษ โลหะหนัก เชื้อโรค อนุมูลอิสระ เป็นต้น
  • Repair (ซ่อมเสริมสิ่งที่เสียหาย)
  • Rebuild (ฟื้นฟูสุขภาวะ)

2.การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะ (Health Assessment)

3.การบำบัดรักษา (Treatment)

เพราะฉะนั้นแล้ว แนวคิดองค์ความรู้ทาง Functional medicine จึงเป็นตัวบ่งชี้ความรู้ในบริบทของการตอบสาเหตุของความผิดปกติ ที่อาจป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ร่างกายให้ปรับสู่ ดุลยภาพที่สมบูรณ์สูงสุด นั่นเอง

 

                                                                                                                                                 Phawit Norchai MD MSc PhD ABAARM Prev.Med

                               อาจารย์.ดร.นายแพทย์ ภาวิต หน่อไชย

Assistant Director of Graduate program (PhD & Master degree) in Antiaging and Regenerative Medicine, DPU

The MetX Center